วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เพศที่3ตัวประหลาด เพศผิดธรรมชาติ จริงหรือ?



          ถ้าเราลองตั้งคำถามว่า 1. เกย์ กะเทย ทอม เลสเบี้ยน เป็นพฤติกรรมผิดธรรมชาติหรือไม่?
2. เพศตรงกลางทั้งหลายเหล่านี้เกิดจากอะไร? เป็นการเลือกที่คนคนหนึ่งเลือกที่จะใช้ชีวิต? เป็นการเลี้ยงดู? หรือว่าเป็นจากปัจจัยทางชีววิทยาที่ทำให้ เขา/เธอ เป็นเช่นนั้นเอง? 3. แล้วภาวะเพศตรงกลางเหล่านี้เกี่ยวกับพันธุกรรมไหม? ถ้าเกี่ยวแล้วจะถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้หรือไม่? 4. ดูเหมือนว่าเพศตรงกลางจะเพิ่มจานวนขึ้น ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? เพศตรงกลางที่ดูเหมือนเพิ่มขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสื่อมของสังคมหรือเปล่า?

          ในการจะไปหาคำตอบเหล่านี้ เราคงต้องเริ่มกันที่คำนิยามบางคำกันก่อน เราจะเห็นว่า คำว่า “เพศ” ไม่ได้จากัดอยู่แค่ว่าคุณมีอวัยวะเพศแบบไหน? แต่ยังมีเพศของสมองอีกด้วย
จากข้อมูลงานวิจัยจากหลายสถาบันทำให้เราทราบว่าสมองผู้หญิงและผู้ชายคิดต่างกันอย่างไร มีทักษะที่ต่างกันอย่างไร แต่ที่เห็นในชีวิตจริงเรารู้ว่าเพศของสมองไม่ได้มีแค่นั้น ยังมีลักษณะทางเพศที่สาคัญอีกสองลักษณะคือ

1. ความรู้สึกว่าฉันเป็นเพศอะไร ฉันเป็นผู้หญิง หรือฉันเป็นผู้ชายและ 2. ความรู้สึกว่าฉันชอบเพศไหน? ซึ่งลักษณะทั้งสองไม่จาเป็นต้องไปด้วยกัน ดังนั้นเพศตรงกลางจึงมีความเป็นได้อีกหลากหลาย เช่น เป็นเกย์ (ผู้ชายที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ชายแต่ชอบผู้ชายด้วยกัน) กะเทยหรือตุ๊ดที่ชอบผู้ชาย (ผู้หญิงที่กักขังในร่างกายผู้ชายและชอบผู้ชาย) เลสเบี้ยน (ผู้หญิงที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้หญิงแต่ชอบผู้หญิงด้วยกัน) ทอม (ผู้ชายที่กักขังในร่างกายผู้หญิงและชอบผู้หญิง) กะเทยที่ชอบผู้หญิง (ผู้หญิงที่กักขังในร่างกายผู้ชาย อยากแต่งหญิง รักสวยรักงาม แต่ชอบผู้หญิง หรืออาจเรียกว่าร่างกายเป็นตุ๊ดแต่จิตใจเป็นเลสเบี้ยน) กะเทยที่ชอบทอม ฯลฯ ฟังแล้วรู้สึกซับซ้อนพอสมควร ดังนั้นเพื่อไม่ให้สับสนเราจะมาทำความรู้จักคำที่ใช้ในวิทยาศาสตร์กันสองคำ นั่นคือคำว่า gender identity หมายถึง ความรู้สึกว่าตัวเองเป็นเพศอะไร และ sexual orientation หมายถึงความรู้สึกสนใจเพศไหน ซึ่ง gender identity และ sexual orientation ไม่จาเป็นต้องไปด้วยกัน

          ความซับซ้อนยังไม่หมดแค่นี้ สมมติว่า มีคู่รักคู่หนึ่งเป็นผู้หญิงรักกับทอม ต่อมาทอมมั่นใจว่าตัวเองเป็นผู้ชายแน่ๆแล้วจึงตัดสินใจไปแปลงเพศกลายเป็นผู้ชายขึ้นมา หลังผ่าตัดทั้งคู่ยังรักกันดีอยู่ ผู้หญิงที่เคยชอบทอมคนนี้จึงเปลี่ยนจากผู้หญิงที่ชอบทอมกลายเป็นผู้หญิงที่มีแฟนเป็นผู้ชายขึ้นมา คำถามคือจะเรียกผู้หญิงคนนี้ว่าเป็นเพศอะไร? เป็นดี้ที่ชอบทอม หรือเป็นผู้หญิงที่ชอบผู้ชาย

          ตัวอย่างอีกกรณี ผู้ชายที่ไม่เคยมีพฤติกรรมรักร่วมเพศเลย ต่อมาทำความผิดต้องติดคุกหลายสิบปี เมื่ออยู่ในคุกจึงเริ่มมีพฤติกรรมรักร่วมเพศขึ้นมา ซึ่งพฤติกรรมรักร่วมเพศในคุกนี้หลายครั้งไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความต้องการทางเพศ แต่เป็นการแสดงถึงลาดับขั้น ใครเหนือกว่าใคร ใครเป็นลูกพี่ หลายปีที่อยู่ในคุกชายคนนี้สามารถที่จะมีพฤติกรรมรักร่วมเพศอย่างไม่ขัดเขิน แต่เมื่อพ้นคุกออกมาไม่เคยหัน (หลัง) กลับไปหาผู้ชายด้วยกันอีกเลย หรือในโรงเรียนหญิงล้วนหลายครั้งที่มีพฤติกรรมหญิงรักหญิงเกิดขึ้น แต่เมื่อจบจากโรงเรียนไปก็เลิกพฤติกรรมนี้อย่างถาวร คำถามคือ เราจะเรียกคนที่ชอบเพศเดียวกันเหล่านี้ว่าเพศอะไร? แล้วทำแค่ไหนจึงจะเรียกว่ารักร่วมเพศ บางคนจับมือกัน กอดกัน จูบกัน ใช้มือหรือปากเล่นอวัยวะเพศให้กัน แต่ไม่มากไปกว่านั้น พฤติกรรมเหล่านี้จะเรียกให้เขาเข้าข่ายเป็นเสือไบหรือรักร่วมเพศหรือไม่?

          ประเด็นที่สาคัญอยู่ตรงนี้คือ ในชีวิตจริงพฤติกรรมทางเพศของคนซับซ้อนและหลากหลายมาก พฤติกรรมทางเพศไม่แยกชัดเสมอไป ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่เราจะคุยถึงทุกกรณีย่อยๆทั้งหลาย แต่สิ่งที่เราพอจะทำได้คือ พยายามจะเข้าใจภาพใหญ่ว่าเพศตรงกลางเหล่านี้เป็นมาอย่างไร?
เรามาเริ่มกันที่ส่วนของสมองก่อน

          ในหลายบทความงานวิจัยเรารู้ว่าสมองผู้ชายไม่เหมือนสมองผู้หญิง คำถามที่น่าสนใจคือ แล้วสมองของเพศตรงกลางเป็นอย่างไร? เกย์มีสมองเพศไหน? กะเทยมีสมองผู้หญิงหรือเปล่า?
สิ่งที่พบจากการสแกนสมองหรือการทดสอบต่างๆ ในภาพรวมคือ สมองของเกย์และกะเทยมีแนวโน้มที่จะเหมือนสมองผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ในขณะที่สมองเลสเบี้ยนจะเหมือนสมองผู้ชายมากกว่าผู้หญิง เช่น โดยทั่วไปสมองผู้ชายจะมีแนวโน้มที่จะสมมาตรมากกว่าสมองผู้หญิง คือสมองด้านขวามีแนวโน้มที่จะใหญ่กว่าข้างซ้ายเล็กน้อย ในทางตรงกันข้ามสมองผู้หญิงมีแนวโน้มที่ทั้งสองด้านจะมีขนาดเท่ากัน สมองของทอมและเลสเบี้ยนมีแนวโน้มที่จะไม่เท่ากันเหมือนที่พบในสมองผู้ชาย ขณะที่ของเกย์และกะเทยมีแนวโน้มจะเท่ากันทั้งสองด้าน เมื่อดูในแง่ของการทำงานก็พบว่า เมื่อให้อยู่ในสถานการณ์ที่กระตุ้นให้เกิดความกลัวหรือกังวล สมองของเกย์ กะเทย และผู้หญิงจะทำงานคล้ายๆกันคือ สมองที่เกี่ยวข้องกับความกลัวและความกังวลจะทำงานเด่น แต่ในผู้ชายและเลสเบี้ยนสมองที่ทำงานเด่นจะเกี่ยวข้องกับความดุร้าย อย่างไรก็ตามกะเทยก็ไม่ใช่สมองผู้หญิงในร่างผู้ชาย เพราะสมองของเกย์และกะเทยก็ต่างไปจากสมองผู้หญิงค่อยข้างมากคือ มีหลายส่วนที่คล้ายผู้ชายและหลายส่วนที่คล้ายผู้หญิง หรือเราอาจพูดได้ว่า เกย์และกะเทยต่างก็มีสมองที่เป็นเพศของตัวเอง

          เมื่อเราศึกษาทักษะต่างๆของสมอง สิ่งที่พบคือ เกย์และกะเทยมีทักษะหลายอย่างที่คล้ายไปทางผู้หญิงมากกว่า เช่น มีความสามารถในการใช้ภาษาดีกว่า (กะเทยจึงด่าเก่ง นินทามันส์) ในขณะที่ทักษะซึ่งเรียกว่า spatial intelligence (อ่านแผนที่ บอกทาง) ซึ่งเป็นลักษณะของสมองผู้ชายจะทำได้ไม่ดีนัก
คำถามที่น่าสนใจเป็นพิเศษอีกคำถามคือ เพศตรงกลางตอบสนองต่อกลิ่นอย่างไรบ้าง? เหมือนผู้หญิงหรือเหมือนผู้ชาย?

          การทดลองในปีค .ศ.2005 ที่ Monell Chemical Senses Center ขอให้ผู้ชาย 6 คน ผู้หญิง 6 คน เลสเบี้ยน 6 คน และเกย์ 6 คน ดมกลิ่นกายของเพศต่างๆดังกล่าว ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย เกย์และเลสเบี้ยน ผลที่ออกมาคือ เกย์ชอบกลิ่นเกย์มากที่สุด และชอบกลิ่นของผู้หญิงรองลงมา ไม่ชอบกลิ่นผู้ชาย ในขณะที่ผู้หญิง ผู้ชาย และเลสเบี้ยนจะไม่ชอบกลิ่นของเกย์ ฟังแล้วมันขัดความรู้สึกนิดๆใช่ไหม ทำไมเกย์ไม่ชอบกลิ่นผู้ชาย? แล้วทำไมเพศอื่นๆ จึงไม่ชอบกลิ่นเกย์ คำตอบจริงๆก็ไม่แน่ชัดเหมือนกัน แต่การทดลองนี้แสดงให้ราเห็นความจริงอย่างน้อยสองข้องด้วยกันคือ 1. สมองและฮอร์โมนของเพศตรงกลางมีความซับซ้อนสูง 2. การทดลองนี้ช่วยยืนยันสิ่งที่พอรู้อยู่แล้วจะชัดขึ้นไปอีกว่า เพศตรงกลางนั้นเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางชีวภาพจริง

          คำถามถัดไปที่เราจะไปหาคำตอบคือ เพศตรงกลางเหล่านี้ผิดธรรมชาติหรือไม่? เราจะรู้คำตอบนี้ได้คงต้องไปศึกษาธรรมชาติ เพื่อดูว่าพฤติกรรมทางเพศของสัตว์อื่นๆในธรรมชาติเป็นอย่างไร? และสิ่งที่เราพบทันทีเมื่อมองไปในธรรมชาติคือ พฤติกรรมของการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกันพบได้โดยทั่วไปตั้งแต่เป็ด ไปถึงนกฮูก เพนกวินไปถึงนกอีมู พะยูนไปถึงปลาวาฬ กวางไปถึงควายป่า ปลาหลังหนามไปถึงปลาแซลมอน จิ้งจกไปถึงค้างคก เต่าทองไปถึงแมลงปอ ยังมีเม่น ปลาหมึก แม้แต่สมองสาบก็ยังพบพฤติกรรมรักร่วมเพศได้ หรืออาจเรียกได้ว่าแทบทุกสปีชีส์ที่ศึกษาถ้าเราใช้เวลาศึกษามากเพียงพอ เราจะพบพฤติกรรมการรักร่วมเพศได้ อย่างไรก็ตามพฤติกรรมของสัตว์เหล่านี้จะไม่เป็นไปในลักษณะของเกย์หรือเลสเบี้ยน แต่จะเป็นในลักษณะของเสือไบเสียมากกว่า สัตว์ที่มีพฤติกรรมแบบโฮโมเซ็กชวลแต่เพียงอย่างเดียวก็พอพบได้ แต่น้อยมาก เท่าที่เราพอจะแน่ใจก็เห็นจะมีแต่แกะและคนเท่านั้นที่มีพฤติกรรมเช่นนี้
 
          ดังนั้นคำถามว่าพฤติกรรมผิดธรรมชาติหรือไม่? คำตอบก็ค่อนข้างชัดเจนว่าไม่ผิดธรรมชาติ (ถ้าเรายังยืนยันจะใช้ธรรมชาติเป็นบรรทัดฐานแล้วไม่คิดบรรทัดฐานอื่นขึ้นมาเอง) แต่พฤติกรรมที่พบได้โดยทั่วไปในสัตว์เกือบทุกชนิด แม้ว่าคำถามนี้จะหาคำตอบง่าย แต่คำตอบของมันก็นาไปสู่คำถามที่ยากกว่าคือ พฤติกรรมรักร่วมเพศถูกคัดเลือกให้คงอยู่มาในธรรมชาติได้อย่างไร? เรารู้กันดีว่าลักษณะหรือพฤติกรรมใดๆจะถูกคัดเลือกมาได้ มันควรจะเป็นพฤติกรรมหรือลักษณะที่เพิ่มโอกาสในการเพิ่มโอกาสมีลูก เพิ่มโอกาสส่งต่อพันธุกรรมไม่ใช่หรือ? การมีเพศสัมพันธ์ในเพศเดียวกันต่อให้ทำนานแค่ไหน มากแค่ไหนก็ไม่ทำให้เกิดลูกขึ้นมาได้ แล้วพฤติกรรมเช่นนี้ยังคงมีอยู่ในธรรมชาติได้อย่างไร? ทำไมพฤติกรรมเช่นนี้ไม่ถูกคัดเลือก ทิ้งไป?

          หรือไม่จริงๆแล้วพฤติกรรมรักร่วมเพศไม่เกี่ยวข้องกับวิวัฒนาการ เป็นแค่การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในท้องแม่ในขณะที่เราอยู่ในท้องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญเท่านั้น?
ดังนั้น ก่อนที่เราจะถามว่าพฤติกรรมรักร่วมเพศวิวัฒนาการมาอย่างไร เราคงต้องไปดูกันก่อนว่า พฤติกรรมนี้เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมหรือไม่? จะตอบคาถามนี้ได้ต้องไปดูตัวเลขทางสถิติกันสักเล็กน้อย

          ในประเทศที่ค่อนข้างเปิดกว้างในการแสดงออกทางเพศ เราจะพบว่าตัวเลขของเกย์จะอยู่ประมาณ 2-5% ของประชากรเพศชายทั้งหมด ส่วนเลสเบี้ยนจะอยู่ที่ประมาณ 2% ของประชากรเพศหญิง แต่ถ้าเราเจาะลึกลงไปในครอบครัวที่มีลูกหนึ่งคนเป็นเกย์แล้วเราจะพบความน่าสนใจอย่างหนึ่งคือ ถ้าบ้านไหนมีลูกเป็นเกย์หนึ่งคนโอกาสจะพบว่าลูกอีกคนจะเป็นเกย์ด้วยจะเพิ่มขึ้นเป็น 8% และถ้าครอบครัวนั้นมีเลสเบี้ยนหนึ่งคนแล้ว โอกาสที่พี่หรือน้องอีกคนจะเป็นเลสเบี้ยนเพิ่มขึ้น 6% ตัวเลข 6% และ 8% ที่สูงกว่าประชากรทั่วไปบอกอะไรเราได้บ้างไหม? อาจจะไม่มากนัก สิ่งที่เรารู้จากตัวเลขนี้คงมีแค่ภาวะรักร่วมเพศนี้น่าจะเกี่ยวข้องบางอย่างภายในครอบครัว อาจจะเป็นการเลี้ยงดูก็ได้ หรืออาจะเกิดจากพันธุกรรมก็ยังได้ วิธีที่อาจจะแยกได้ว่าเป็นจากอะไร คือการศึกษาคนที่เป็นฝาแฝดและคนที่เป็นพี่น้องกัน

          การศึกษาในแฝดและพี่น้องจะบอกอะไรเราได้หลายอย่าง ภาวะแฝดมีสองแบบคือ แฝดแท้(เป็นเหมือนคนคนเดียวกัน มีพันธุกรรมเหมือนกัน 100%) และแฝดเทียม(มีพันธุกรรมที่เป็นเหมือนพี่น้องกันคือมีพันธุกรรมเหมือนกันแค่ 50%) ดังนั้นถ้าเราเทียบผลที่เกิดในแฝดแท้และแฝดเทียมเราก็พอบอกได้ว่าผลนั้นเป็นจากพันธุกรรมหรือจากการเลี้ยงดูในแฝดแท้(พันธุกรรมเหมือนกัน100%) ถ้าคนหนึ่งเป็นรักร่วมเพศแล้ว โอกาสที่แฝดอีกคนจะเป็นรักร่วมเพศจะสูงกว่าแฝดเทียม(พันธุกรรมเหมือนกัน50%) และเป็นจริงแม้ว่าทารกแฝดนั้นจะโดนแยกจากกันตั้งแต่ยังเป็นทารก(การเลี้ยงดูต่างกัน) และทั้งแฝดแท้ แฝดเทียม หรือพี่น้อง จะมีโอกาสที่คนหนึ่งเป็นรักร่วมเพศแล้วอีกคนจะเป็นด้วยมากกว่าพี่น้องที่มีแค่พ่อหรือแม่เดียวกัน(พันธุกรรมเหมือนกัน25%) แม้ว่าเด็กทั้งสองจะได้รับการเลี้ยงดูมาคล้ายๆกันตั้งแต่เด็ก ทั้งหมดนี้บ่งให้เห็นว่าภาวะรักร่วมเพศเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมด้วย(แปลว่าส่งต่อภายในครอบครัวได้)

          นอกจากนี้ยังมีตัวเลขที่นักวิทยาศาสตร์พบแล้วน่าสนใจมากคือ ถ้าใครมีญาติฝั่งแม่เป็นเกย์แล้ว โอกาสที่มีลูกเป็นเกย์จะสูงกว่าคนทั่วไป ถ้ามีญาติทางฝั่งพ่อเป็นเกย์แล้ว โอกาสการมีลูกเป็นเกย์กลับไม่ต่างไปจากประชากรทั่วไป ความจริงข้อนี้ทำให้เห็นว่า ภาวะความเป็นเกย์ถ่ายทอดในญาติทางแม่(พี่สาวแม่ น้องสาวแม่ ยาย พี่สาวยาย ฯลฯ)
ภาวะรักร่วมเพศนั้นมีปัจจัยทางพันธุกรรมเข้าทางเกี่ยวข้องด้วย และพันธุกรรมนั้นน่าจะถ่ายทอดมาทางญาติฝ่ายแม่ เราจึงต้องวนกลับมาตั้งคาถามเดิมกันอีกครั้ง “ทำไมพันธุกรรมที่ทำให้เกิดรักร่วมเพศไม่ถูกคัดเลือกออกไปจากธรรมชาติ?”

          กลไกแรกสุด มีรากฐานมาจากการคัดเลือกตามธรรมชาติแบบที่เรียกว่า “kin selection” เราต้องมองก่อนว่าการคัดเลือกตามธรรมชาตินอกจากจะทำงานในระดับสิ่งมีชีวิตแล้ว ยังสามารถทำงานในระดับยีนได้ หมายถึงการคัดเลือกไม่ได้คัดเลือกว่าสัตว์มีรูปร่างหน้าตาแบบใด แต่ยังคัดเลือกในระดับพันธุกรรม พฤติกรรมอะไรที่ทำให้ญาติหรือลูกหลานของเราส่งต่อพันธุกรรมได้ พฤติกรรมนั้นก็มีโอกาสจะถูกคัดเลือกมาได้
แล้วเกย์มาเกี่ยวกับ kin selection ได้อย่างไร?

          หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คงเป็นตัวอย่างของชาวเกาะซามัว (Samoa) วัฒนธรรมของคนบนเกาะนี้น่าสนใจอย่างหนึ่งคือ ชาวเกาะนี้จะมองว่าเพศตรงกลางเหล่านี้เป็นภาวะปกติเช่นเดียวกับวัฒนธรรมอื่นๆ มองผู้ชายและผู้หญิงคือภาวะปกติ ชาวเกาะเรียกเพศตรงกลาง (ส่วนใหญ่เป็นกะเทยในภาษาของเรา) นี้ว่า fa’afafine หรือ ฟาอะฟาฟินี่ ซึ่งในวัฒนธรรมของซามัวจะยอมรับว่าเพศนี้จะมีลักษณะร่างกายเป็นชายแต่แต่งตัวเป็นหญิง ยอมรับการวี๊ดว๊ายว่าเป็นพฤติกรรมปกติของเพศนี้ และเพศนี้ก็มีบทบาทในสังคมที่ชัดเจน ครอบครัวไหนที่มีฟาอะฟาฟินี่อยู่ในครอบครัวจะถือว่าโชคดี เพราะจะได้รับการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระในการเลี้ยงดูและส่งเสียลูกๆ ลูกของบ้านที่มีฟาอะฟาฟินี่อยู่ด้วยมีแนวโน้มที่จะดีรับการศึกษาที่สูงกว่า มีฐานะดีกว่า ฟาอะฟาฟินี่จะให้ทั้งความเป็นผู้ชายและผู้หญิงกับครอบครัวนั้น คือทางานหนักหาเงินได้เหมือนผู้ชายและช่วยดูแลเด็กๆ เล่นกับหลาน ดูแลบ้านได้เหมือนผู้หญิง

          ในโลกอดีตไม่ว่าจะเป็นยุคหินหรือยุคเกษตรกรรม(ยุคที่ไม่มียาคุมและถุงยาง) การเลี้ยงลูกๆ จะไม่สามารถทำได้ด้วยตัวของพ่อแม่เอง มนุษย์จึงไม่ใช่สัตว์ที่จะอยู่เป็นคู่เหมือนนก แต่มนุษย์ต้องอยู่เป็นฝูงใหญ่ อยู่เป็นเผ่าหรือหมู่บ้าน และการเลี้ยงดูจะมีลักษณะที่เรียกว่า allomothering หมายความว่า เป็นการร่วมด้วยช่วยกันเลี้ยงดูเด็กๆ ของผู้ใหญ่ทั้งหมู่บ้าน (ซึ่งมักเป็นเครือญาติกันอยู่แล้ว เป็นครอบครัวขยาย) ดังนั้นหมู่บ้านไหนที่มีเพศตรงกลางมาก สัดส่วนของผู้ใหญ่ที่ช่วยหาอาหาร ป้องกันภัยให้เด็กๆจะเพิ่มขึ้น โอกาสที่เด็กในหมู่บ้านจะเติบโตอยู่รอดปลอดภัยไปจนถึงวัยเจริญพันธุ์จะเพิ่มขึ้นด้วย พันธุกรรมที่ทาให้เกิดเพศตรงกลางจึงยังคงอยู่ในประชากรของสังคมนั้นได้ แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนไป เช่น คนมีลูกน้อยลง ครอบครัวขยายจากเดิมที่อยู่รวมกันหลายครอบครัวก็แตกออกเป็นครอบครัวย่อยๆ บทบาทนี้ของคนเพศตรงกลางในยุคหินจึงค่อยๆจากหายไปในยุคต่อมา

          ถ้าเรากลับไปศึกษาในธรรมชาติ เราจะพบว่าสัตว์หลายชนิด พฤติกรรมร่วมเพศระหว่างเพศเดียวกันมีประโยชน์ต่อการหากิน อยู่รอด การเพิ่มโอกาสสืบพันธุ์กับเพศตรงข้ามโดยตรง นั่นเป็นเพราะการร่วมเพศ (sex) ไม่ได้มีหน้าที่แค่สืบพันธุ์เท่านั้น แต่ยังช่วยให้เกิดความผูกพันระหว่างกันอีกด้วย ลองมาดูตัวอย่างจริงในธรรมชาติ เริ่มที่ญาติสนิทของเรา...ลิงโบโนโบ

          ลิงโบโนโบมีเพศสัมพันธ์กันบ่อยมาเกือบทุกๆสองชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อ (อวัยวะเพศถูกัน)
หรือเพื่อ การทักทาย บันเทิง เพื่อยุติความขัดแย้งผสานรอยร้าวหลังทะเลาะกัน และหลายครัง ที่การ
ถูไถจะทำเป็นกลุ่ม พฤติกรรมเชื่อว่าช่วยให้เกิดการสมานสามัคคีระหว่างตัวเมียด้วยกัน
จากรักร่วมเพศของตัวเมียก็ถึงคราวตัวผู้บ้าง โลมา...ขวัญใจเด็กๆ

          ในสังคมของโลมาปากขวด เราจะพบพฤติกรรมที่ตัวผู้มีเพศสัมพันธ์ด้วยกันได้ค่อนข้างบ่อย และจะมีบางช่วงเวลามันเลือกที่จะมีเพศสัมพันธ์กับตัวผู้ด้วยกันเองแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น บางครั้งเป็นการร่วมเพศระหว่างตัวผู้แค่สองตัว หลายครั้งจะทำกันเป็นทีม (เอาอวัยวะเพศมาถูกันตรงรูก้น หรือไม่ก็ทางรูหายใจบนหัวของโลมาที่เรียกว่า blow hole) ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้จะมีประโยชน์ เพราะตัวผู้ที่มีเซ็กส์ด้วยกันจะสนิทกัน แสดงออกถึงความไว้ใจซึ่งกันและกัน หากินด้วยกัน และที่สาคัญมันจะไล่ล่าตัวเมียมาผสมพันธุ์ด้วยกัน

          สาหรับในมนุษย์เราเอง พฤติกรรมที่คล้ายๆกันแบบนี้ก็เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ แต่ไม่ได้หมายถึงพฤติกรรมแบบโลมาปากขวด แต่ค่อนข้างมั่นใจว่ามนุษย์เรา ผู้ชายคงไม่ได้มีเซ็กส์กันเองเพื่อจีบสาว แต่หมายถึงการที่นักรบเพศชายมีเซ็กส์กันเองเพื่อความรักใคร่กลมเกลียว สามัคคี ยอมตายแทนกันในสนามรบ และมองว่าเพศสัมพันธ์ระหว่างนักรบด้วยกันเป็นพฤติกรรมที่มีเกียรติ ตัวอย่างเช่น นักรบที่มีชื่อว่านักรบศักดิ์สิทธิ์แห่ง Thebes (sacred band of Thebes) เป็นต้น

          โดยสรุป เราก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าเพศตรงกลางต่างๆนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร เพศตรงกลางเป็นเพศที่ซับซ้อน กลไกของการเกิดคงจะต่างกันไป แต่สิ่งที่เรารู้ค่อนข้างแน่ชัดคือ ภาวะเหล่านี้เกี่ยวข้องกับปัจจัยทางชีววิทยาโดยตรง เพศตรงกลางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเกย์ กะเทย ทอม เลสเบี้ยน ฯลฯ มีความเป็นปกติธรรมชาติไม่ต่างจากเพศชายและเพศหญิง และเป็นไปได้ว่าพฤติกรรมเพศสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกันนี้จะพบมานานเป็นล้านๆปี นานกว่าที่มนุษย์เกิดขึ้นบนโลกเสียอีก เป็นไปได้สูงว่าในวันที่ไดโนเสาร์ทีเร็กซ์ยังเดินเล่นอยู่บนโลก ทีเร็กซ์ตัวผู้บางส่วนอาจนิยมขึ้นคร่อมกันเองเป็นครั้งคราวก็ได้ จากทั้งหมดนี้ทาให้ดูเหมือนว่าสิ่งที่ผิดธรรมชาติที่แท้จริงแล้วอาจจะไม่ใช่ภาวะรักร่วมเพศ แต่เป็นความเชื่อที่ว่าธรรมชาติมีแค่สองเพศเท่านั้นต่างหากที่ผิดธรรมชาติ แล้วก็มีถึงคาถามว่าทำไมดูเหมือนว่าเพศตรงกลางต่างๆจะเพิ่มมากขึ้น? เกี่ยวข้องกับความเสื่อมหรือหย่อนยานทางจริยธรรมในสังคมหรือไม่?
ก่อนที่จะไปหาคาตอบนี้ เราคงต้องย้อนกลับมาถามตัวเองกันก่อนว่า จริงหรือที่เพศตรงกลางทั้งหลายเพิ่มมากขึ้น?

          เนื่องจากในอดีตไม่มีการเก็บตัวเลขสารวจว่าคนเป็นเพศตรงกลางต่างๆมากน้อยแค่ไหน เราจึงบอกไม่ได้ว่าเพศตรงกลางต่างๆนั้นเพิ่มขึ้นหรือลดลง ยิ่งไปกว่านั้นถึงมีการเก็บตัวเลขก็คงจะน้อยลงกว่าที่เป็นจริง เพราะคงไม่ยอมเปิดเผยให้คนทั่วไปรับรู้ สิ่งที่เราพอจะทำได้คือ กลับไปดูว่าประวัติศาสตร์มีการบันทึกหรือคนในยุคก่อนมีทัศนคติต่อรักร่วมเพศอย่างไรบ้าง ข้อมูลเหล่านี้อาจจะพอช่วยให้เราเห็นภาพคร่าวๆ ว่าสถานการณ์ของเพศตรงกลางในอดีตของวัฒนธรรมต่างๆเป็นอย่างไรบ้าง

          เริ่มต้นที่อียิปต์ แม้ว่าเราไม่มีข้อมูลบันทึกเกี่ยวกับเรื่องนี้มากนัก แต่ก็มีการพบหลุมศพของชายสองคนที่ถูกฝังในลักษณะประคองกอดกันอยู่ เราไม่รู้ว่าทำไมชายสองคนจึงถูกฝังในลักษณะเช่นนี้ อาจเป็นไปได้ว่าทั้งคู่เป็นคู่รักกันและถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็อาจเป็นไปได้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่น่าจะเป็นที่รับรู้กันทั่วไป หลักฐานพฤติกรรมรักร่วมเพศในอียิปต์โบราณที่พอจะหาได้จากแหล่งอื่นมาจากบันทึกทางศาสนา เช่น ในศาสนายิวอ้างไว้ว่าหนึ่งในเหตุผลที่ชาวยิวต้องอพยพออกจากแผ่นดินของอียิปต์เพราะสังคมอียิปต์เป็นสังคมที่ยอมรับพฤติกรรมรักร่วมเพศ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่บาปสาหรับชาวยิว และในคัมภีร์ไบเบิลพูดถึงการห้ามพฤติกรรมทางเพศแบบที่ทำในอียิปต์ แม้ว่าจะไม่ได้มีการระบุไว้ชัดเจนว่าพฤติกรรมรักร่วมเพศแบบที่ทำในอียิปต์เป็นแบบใด แต่เป็นไปได้สูงที่จะพูดถึงพฤติกรรมรักร่วมเพศ

          จากทางตอนเหนือของแอฟริกาเราขยับขึ้นเหนือเข้าไปดินแดนรอบๆทะเลเมติเตอร์เรเนียน อารยธรรมของกรีกโบราณเรามีหลักฐานมากมายที่บ่งว่าความสัมพันธ์ระหว่างชายกับชายเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป เช่น ในหนังสือซิมโพเซียม(Symposium) ของเพลโต ซึ่งเขียนไว้ตั้งแต่เมื่อประมาณ 2400 ปีที่แล้ว แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างชายกับชายไม่เพียงเป็นที่ยอมรับ แต่ยังได้รับการสนับสนุนให้ปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างชายอาวุโสและเด็กหนุ่มๆ ในซิมโพเซียมจะใช้วิธีการเขียนโดยการจาลองเหตุการณ์ว่าอยู่ในงานรื่นเริงสังสรรค์และเชิญผู้คนหลากหลายขึ้นมาพูดแสดงสติปัญญาถกเถียงเกี่ยวกับธรรมชาติและปรัชญาของความรักว่าเป็นเช่นไร

          ตัวอย่างหนึ่งที่เพลโตเขียนถึงเรื่องเพศ เขาเขียนถึงกวีชาวกรีกโบราณคนหนึ่งที่ชื่อ อริสโตเฟน(Aristophanes) และให้อริสโตเฟนกล่าวว่ามนุษย์แต่เดิมเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างกลม ซึ่งมีสี่แขน สี่ขา ภายในร่างกายอาจประกอบไปด้วยชายกับชาย บางคนประกอบไปด้วยหญิงกับหญิง และบางคนประกอบไปด้วยหญิงและชายในร่างเดียว แต่ต่อมาไปท้าทายมหาเทพซุส (Zeus) เลยโดนสายฟ้าฟาดจนขาดเป็นสองท่อน เป็นมนุษย์จึงมีแค่สองแขนสองขา และด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงเกิดมาพร้อมกับความโหยหาที่จะหาร่างกายอีกครึ่งหนึ่งที่หายไป ซึ่งในบางคนคือการตามหาเพศเดียวกัน บางคนก็เป็นการตามหาเพศตรงข้าม อีกตัวอย่าง เพลโตเขียนให้โซเคติส (Socrates) แสดงความเห็นว่าความรักระหว่างชายและชายด้วยกันลึกซึ้งกว่า บริสุทธิ์กว่าความรักระหว่างชายและหญิง

          ในยุคกรีกโบราณจะมีธรรมเนียมการจีบระหว่างชายกับชายที่เคร่งครัด ถ้าไม่ปฏิบัติตามอย่างที่ควรจะเป็นพฤติกรรมแบบชายรักชายก็จะโดนรังแกได้ เช่น คู่ชายรักชายที่น่ายกย่องจะต้องเป็นความสัมพันธ์ระหว่างชายอาวุโสและเด็กหนุ่มวัยรุ่นที่ยังไม่มีหนวดเคราขึ้นเต็มที่ ชายอาวุโสจะต้องเป็นฝ่ายจีบ เด็กหนุ่มที่ชายอาวุโสจะจีบควรจะเป็นเด็กหนุ่มที่สวยงาม คือรูปร่างสูง กายาแบบวัยรุ่น ร่างกายยังไม่เป็นผู้ชายเต็มตัว สถานที่พบเจอกันมักจะเริ่มที่ยิมเนเซียม ซึ่งเป็นสถานที่ซึ่งชายหนุ่มจะไปออกกาลังกายกันเพื่อให้มีร่างกายที่สวยงาม

          ยิมเนเซียมของกรีกจะเปลือยกายออกกาลังกายกัน วัฒนธรรมการจีบที่ควรจะเริ่มด้วยชายอาวุโสจะต้องให้ของขวัญที่มีค่า เมื่อมีความสัมพันธ์ต่อกันแล้วชายอาวุโสจะต้องหมั่นให้ความรู้และประสบการณ์ชีวิตกับเด็กหนุ่ม หน้าที่ของเด็กหนุ่มคือให้ความพอใจทางเพศ และหน้าที่ของชายอาวุโสคือการให้ความรู้และประสบการณ์ชีวิต การยอมรับพฤติกรรมแบบรักร่วมเพศของยุโรปยังสืบต่อไปจนถึงยุคแรกของโรมัน แต่เมื่อศาสนาคริสต์เข้ามามีอิทธิพลในสังคมและการเมืองมากขึ้น พฤติกรรมการรักร่วมเพศจึงเป็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจไป

          จากยุโรปมาตะวันออกกลาง ในวัฒนธรรมเมโสโปเตเมีย แม้ว่าจะมีการบันทึกเกี่ยวกับข้อห้าม กฎหมาย และการลงโทษที่เกี่ยวข้อกับพฤติกรรมทางเพศและการแต่งงานไว้อย่างละเอียดหลายข้อ แต่ไม่มีข้อห้ามที่เกี่ยวกับรักร่วมเพศ นอกจากนี้ยังมีบันทึกเรื่องของผู้ชายที่ถูกอ้างว่าเป็นคนรักของกษัตริย์ ทำให้เชื่อว่าพฤติกรรมรักร่วมเพศในวัฒนธรรมแถบเมโสโปเตเมียก็อาจจะเป็นที่ยอมรับในระดับหนึ่ง
ขยับมาทางตะวันออกอีกนิด เข่าไปสู่ดินอดนภารตะของอารยธรรมฮินดู หลักฐานว่าชาวฮินดูโบราณยอมรับพฤติกรรมรักร่วมเพศมากน้อยแค่ไหนค่อยข้างสับสน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่ค่อยมีการพูดว่าห้ามหรือไม่ห้ามตรงๆ ทำให้ขึ้นอยู่กับการตีความของคนยุคปัจจุบันด้วย ที่พูดถึงชัดๆก็มีบ้างและมีทั้งที่บ่งว่าเป็นพฤติกรรมที่แพร่หลายและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง เช่น ในคัมภีร์มฤคเวท พูดถึงพฤติกรรมรักร่วมเพศในผู้หญิงว่าช่วยให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ คัมภีร์มนูสัมฤติ ซึ่งเหมือนเป็นกฎหมาย เป็นบทบัญญัติความประพฤติของชาวอินเดียที่เก่าแก่ กล่าวถึงรักร่วมเพศว่าเป็นข้อห้ามในคนวรรณะที่สูงแต่ไม่ระบุว่าห้ามในคนวรรณะอื่น

          ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ เมื่อชาวยุโรปเดินทางมาพบกับชาวพื้นเมืองของทวีปอเมริกาอีกครั้ง (หลังจากบรรพบุรุษแยกทางเดินจากกันเมื่อสี่หมื่นปีก่อนหน้า) สิ่งหนึ่งที่ชาวยุโรปรู้สึกว่าเป็นของแปลกคือ หลายวัฒนธรรมของชาวพื้นเมืองในทวีปอเมริกายอมรับเพศตรงกลาง (ส่วนใหญ่เป็นกะเทย มีบ้างที่เป็นชาวเกย์หรือไบ) ว่าเป็นอีกเพศหนึ่ง คนเหล่านี้จะแต่งตัวครึ่งชายครึ่งหญิงและมีบทบาทหน้าที่ในสังคมที่ชัดเจน หลายวัฒนธรรมจะมีชื่อเรียกคนเหล่านี้ในความหมายที่ว่าเป็นคนที่มีสองวิญญาณในร่างเดียว ถือว่าเป็นคนพิเศษและอาจจะได้รับบทบาทพิเศษของเผ่า เช่น เป็นผู้นาทางจิตวิญญาณ เป็นพ่อมดหมอผี เป็นต้น

          พอจะเห็นภาพอะไรบางอย่างไหม? หลังจากที่เราสารวจพฤติกรรมทางเพศตรงกลางในประวัติศาสตร์ของวัฒนธรรมต่างๆ อย่างย่นย่อที่สุด แม้ว่าเราจะไม่ได้คาตอบว่าเพศตรงกลางพบมากขึ้นหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่เราพอจะเห็นคือ วัฒนธรรมใดที่ยอมรับการมีอยู่ของเพศตรงกลางมาก วัฒนธรรมนั้นก็จะมีคนที่กล้าแสดงตัวว่าเป็นเพศตรงกลางมากขึ้น และเมื่อเราพิจารณาร่วมไปกับความเข้าใจก่อนหน้า คือพฤติกรรมรักร่วมเพศเป็นภาวะธรรมชาติ เป็นภาวะทางชีววิทยา เมื่อสังคมไทยในเจเนอเรชันที่ผ่านมามีทัศนคติต่อเพศตรงกลางที่เปลี่ยนไป

          การที่มีเพศตรงกลางหลายคนสามารถประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีคนให้ความเคารพนับถือ มีสังคมของคนที่มีรสนิยมทางเพศเป็นไปในทางเดียวกัน ปัจจัยเหล่านี้จึงเป็นปัจจัยสาคัญที่ทำให้คนที่มี sexual identity หรือ sexual orientation ไม่ตรงกับร่างกายกล้าที่จะเปิดเผยตัวตนมากขึ้น ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เราอาจจะพูดได้ว่าการที่เราเห็นเพศตรงกลางเพิ่มขึ้นในสังคม ไม่ได้บ่งถึงความเสื่อมทางจริยธรรมหรือศีลธรรม ในทางตรงกันข้ามสิ่งที่เห็นกลับบ่งถึงความศิวิไลซ์ของสังคม เพราะสังคมที่เราคาดหวังอยากให้เป็น คือสังคมที่ไม่ตัดสินคนอื่นเพียงแค่รูปร่างหน้าตา ศาสนาที่เขาศรัทธา หรือรสนิยมทางเพศ เราอยากให้สังคมของเราเป็นสังคมที่ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกันในการจะเลือกใช้ชีวิตในแบบที่เขาพอใจตราบใดที่ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ไม่ใช่หรือ?

บรรณานุกรม

บทความในอินเตอร์เน็ตชื่อ Study Say Brains of Gay Men and Woman Are Similar โดย Nikhil Swaminathan จาก www.scientificamerican.com

บทความ Bisexaul Species โดย Emily V.Driscoll ในนิตยสาร Acientific American ฉบับเดือนกรกฎาคม 2009

บทความ The Third Genden โดย Jesse Bering ในนิตยสาร Scientific American Mind ฉบับเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2010

Brendan P.Zietsch,et al “Genetic factors predisposing to homosexuality may increase mating success in heterosexuals,” Evolution and Human Behavior. 29(6) : (2008) 424-433.

Miller EM.”Homosexaulity,birth order,and evolution : Toward an equilibrium repeoductive economics of homosexuality,”Archives of Sexaul Behavior.29(1) : 1-34.










ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น